ป๊อก
ถามเรื่องที่ดินครับ (2593 อ่าน)
10 ก.ค. 2557 18:44
หลังจากผมอ่านบทความของท่านเรื่องการครอบครองปรปักษ์ ผมมีข้ออยากถามครับ คือถ้าเรารู้ว่าที่ดินเป็นของคนอื่น เป็นที่ดินว่างๆไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรเลย แต่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร แต่ตอนหลังมาทราบว่าเป็นที่ดินมีโฉนด ซึ่งโฉนดออกตั้งแต่ก่อนเราครอบครองอีก แบบนี้เราเข้าครอบครอง10ปี ถือ้ป็นการครอบครองปรปักษ์ไหมครับ เพราะท่านบอกว่าต้องสุจริต ห้ามบุกรุก เราเข้าไปเช่นนี้เป็นการบุกรุกไหมครับ
ป๊อก
ผู้เยี่ยมชม
ป๊อก
11 ก.ค. 2557 23:29 #1
ขอโทดนะครับที่ผมสงสัยเพราะมีฎีกานี้ตัดสินว่า การครอบครองปรปักษ์ไม่จำต้องสุจริตอ่ะครับ ฎีกา12746/2555 รบกวนช่วยไขข้อสงสัยผู้ไม่รู้ด้วยครับ
ป๊อก
ผู้เยี่ยมชม
ทนายภูวรินทร์ 081-9250-144
17 ก.ค. 2557 23:05 #2
การครอบครองปรปักษ์นั้น ไม่มีคำๆนี้บัญญัติไว้ในกฎหมายแต่อย่างใด เพราะกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 บัญญัติเพียงว่า"บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" เท่านั้น และไม่มีบทบัญญัติว่าต้องเป็นการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยสุจริตอีกด้วย แต่กฎหมายบัญญัติว่าบุคคลทุกคนต้องใช้สิทธิโดยสุจริต ต้องมาศาลด้วยมือสะอาด คำพิพากษาศาลฎีกาเก่าๆ ก็เคยวินิจฉัยไว้โดยสรุปว่าต้องใช้สิทธิโดยสุจริตด้วย เพราะหากทุกคนใช้สิทธิกันอย่างไม่สุจริตแล้ว สังคมย่อมเกิดความวุ่นวาย ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12746/2555 แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่า การได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยการครอบครองปรปักษ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นการครอบครองโดยสุจริตไว้ด้วยก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาในคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวโดยละเอียดแล้วจะเห็นว่า ศาลฎีกาพิจารณาเรื่องความสุจริตของผู้ร้องก่อนการเข้าไปครอบครองที่ดินโดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับแปลงที่ซื้อขาย ตลอดจนเจ้าของก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านมาเป็นเวลานานอีกด้วย แม้จะมารู้ตอนหลังก็เป็นเวลาหลังจากผู้ร้องได้สิทธิทางปรปักษ์ไปแล้ว โดยมีเนื้อหาละเอียดว่า
"หลังจากซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31168 แล้ว ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทในทันที โดยเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าบ้านทั้ง 8 ห้อง เพราะเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 31168 หลังจากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 เดือน จึงทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้คัดค้านอีกแปลงหนึ่งนอกเหนือจากที่ขายให้ผู้ร้องทั้งสอง แต่ผู้ร้องทั้งสองยังคงครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมา โดยประมาณปีที่ 5 ถึงปีที่ 6 ผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าบ้านที่ปลูกให้เช่าทรุดโทรมจนไม่สามารถปรับปรุงได้แล้ว จึงรื้อถอนบ้านออกไปทั้งหมดแล้วถมดินปรับปรุงพื้นที่ และปลูกสร้างอาคารอู่ซ่อมรถให้ผู้อื่นเช่าประกอบกิจการโดยความสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อเนื่องกันมารวมแล้วเป็นเวลากว่า 16 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านนอกจากมิได้นำสืบโต้แย้งการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องทั้งสองแล้ว นายสมบูรณ์ บุตรชายผู้คัดค้านยังเบิกความว่า เมื่อเดือนเมษายน 2549 พี่ชายพยานได้นำโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 47304 ที่เก็บรักษาไว้ไปให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดา ผู้คัดค้านไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใด จึงให้พยานตรวจสอบหาที่ตั้งของที่ดินพิพาท พยานไปสำนักงานที่ดินยื่นคำขอสอบเขตที่ดินและนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัด แต่ผู้ร้องทั้งสองไม่ยินยอมให้รังวัดที่ดินพิพาท เจือสมพยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสองให้เห็นว่า ตั้งแต่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31186 ให้ผู้ร้องทั้งสองแล้ว ผู้คัดค้านมิได้สนใจที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 31186 อีกเลย คงปล่อยให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าครอบครองโดยเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าบ้านที่ปลูกไว้ในที่ดินพิพาท รวมทั้งรื้อถอนบ้านเช่าออกไปแล้วถมดินปรับปรุงพื้นที่และปลูกสร้างอาคารอู่ซ่อมรถให้ผู้อื่นเช่าเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทติดต่อกันเรื่อยมาโดยผู้คัดค้านไม่เคยโต้แย้ง แม้ได้ความว่าผู้คัดค้านได้นำเจ้าพนักงานที่ดินไปเพื่อรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท แต่ก็เป็นการกระทำหลังจากที่ผู้ร้องทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 "
ดังนั้น โดยส่วนตัวผมก็มองว่า การได้สิทธิ์โดยทางปรปักษ์ก็ต้องเริ่มต้นด้วยความสุจริตเช่นกัน เพราะมิฉะนั้น หากมีบุคคลไปบุกรุกที่ดินของบุคคลอื่นแล้วได้กรรมสิทธิ์กันทุกคน สังคมก็ต้องเกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอน คำพิพากษาศาลฎีกาที่คุณอ้างมานั้น เมื่ออ่านโดยสรุปแล้วจะเห็นว่าไม่ต้องสุจริตก็ได้กรรมสิทธิโดยปรปักษ์ แต่เมื่ออ่านโดยละเอียดแล้วจะปรากฏว่า ข้อเท็จจริงของผู้ร้องที่ได้เริ่มต้นเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการซื้อขายที่ดินกัน โดยเข้าใจว่าเป็นฝืนเดียวกับที่ดินที่ซื้อมา ไม่ใช่เกิดจากการบุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายครับ
หมายเหตุท้ายฎีกา (ค้นหาเลขฎีกาไม่เจอ)
ครอบครองปรปักษ์ ประกอบกด้วยสองคำคือ "ครอบครอง" และ "ปรปักษ์"ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้อธิบายคำว่า"ครอบครอง" หมายถึง ยึดถือไว้, มีสิทธิถือเอาเป็นเจ้าของ, มีสิทธิปกครองและอธิบายคำว่า "ปรปักษ์" หมายถึง ข้าศึก, ศัตรู, ฝ่ายตรงข้ามรวมความแล้วคำว่า "ครอบครองปรปักษ์" หมายถึงการครอบครองของฝ่ายศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามดังนั้น การครอบครองปรปักษ์ตามความเข้าใจธรรมดาทั่วไป ย่อมหมายถึง การครอบครองที่มีลักาณะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (unlawfulacts) ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีมาตราใดใช้คำว่า "ครอบครองปกปักษ์" น่าเชื่อว่านักกฎหมายได้ใช้คำว่า "ครอบครองปรปักษ์" มาอธิบายการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ตั้งแต่ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ปีพุทธศักราช 2471 จนทำให้ดูเสมือนหนึ่งคำว่า ครอบครองปรปักษ์เป็นคำที่ใช้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และทำให้เข้าใจว่า การได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองหรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่า การครอบครองปรปักษ์จะต้องเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (unlawfulacts) หรือไม่สุจริต(badfaith) ตามความหมายในถ้อยคำนั้นเองดังได้กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อตรวจดูถ้อยคำใน มาตรา 1382 ไม่มีคำว่ากระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (unlawfulacts) หรือใช้สิทธิครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่สุจริต (inbadfaith) ต่างจาก มาตรา 1383 ซึ่งเขียนไว้ชัดว่าการได้ทรัพย์สินมาโดยการกระทำผิด offence หรือรับโอนทรัพย์สินมาโดยไม่สุจริต inbadfaith และเมื่อเทียบกับเรื่องการแย่งการครอบครองตามมาตรา 1375 ในตัวบทฉบับภาษาอังกฤษเขียนไว้ชัดว่าunlawfuldeprivedofpossession จากถ้อยคำในตัวบท มาตรา 1375 และมาตรา 1383 จึงชี้ให้เห็นชัดว่า การแย่งการครอบครองก็ดี การได้ทรัพย์สินมาโดยกระทำผิดก็ดี ต้องเป็นการกระทำที่มิชอบและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ปัญหาจึงมีว่าจุดเริ่มต้น หรือเบื้องแรกสุดของการเข้าสู่การครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นอันจะได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์ ตามมาตรา 1382 นั้นจำต้องกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย lawfulactsหรือต้งเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต actsingoodfaith หรือไม่อย่างไรเมื่อตัวบท มาตรา 1382 มิได้เขียนไว้ชัดจึงต้องศึกษาจากแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2476 วินิจฉัยว่า "จำเลยเข้าครอบครองที่ดินของผู้อื่นในขณะที่เจ้าของกำลังต่อสู้กรรมสิทธิ์กับผู้นำยึด แม้จำเลยจะครอบครองมานานเท่าใดก็ยกอำนาจปรปักษ์ขึ้นต่อสู้ไม่ได้" และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2480 วินิจฉัยว่า "จำเลยเช่าเรือโจทก์ไปแล้วลงชื่อเป็นเจ้าของเสียเอง เป็นการครอบครองทรัพย์สินโดยอาศัยอำนาจของผู้ให้เช่า แม้จะครอบครองเป็นเวลากว่า 5 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์" จะเห็นได้ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต
ต่อมาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2485 วินิจฉัยว่า"ภริยาโจทก์ได้ร้องขอจับจองที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งยังไม่มีผู้ใดครอบครอง ระหว่างรอรับใบเหยียบย่ำอยู่ จำเลยได้เข้าครอบครองที่นั้นโดยพลการทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าภริยาโจทก์ ได้ขอจับองไว้เป็นการใช้สิทธิ์ไม่สุจริต ฉะนั้นจะอ้างสิทธิไม่สุจริตใช้ยันโจทก์ไม่ได้"และขอให้ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2506 วินิจฉัยว่า "ซื้อที่ดินที่โฉนดตราจองจากผู้รับจำนองโดยทำหนังสือกันเอง และรู้ก่อนซื้อว่าที่ดินนั้นเป็นของใคร เป็นการไม่สุจริต ได้ชื่อว่าซื้อโดยรู้ว่าผู้ขายไม่มีอำนาจขายและถือว่ารับโอนการครอบครองที่ดินโดยรู้ว่าการครอบครองที่รับโอนมานั้นเป็นการครอบครองแทนโดยอาศัยสิทธิผู้จำนองเป็นเจ้าของที่ดิน หาใช่ได้รับโอนการครอบครองเพื่อตนเองไม่ ผู้ซื้อจึงอ้างการครอบครองปรปักษ์ยันทายาทผู้จำนองไม่ได้"
จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ทำให้เห็นว่า ศาลฎีกาได้วางหลักการครอบครองโดยปรปักษ์ เบื้องแรกจะต้องดูว่าเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ ถ้าไม่สุจริตก็ไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการครอบครองโดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของหรือไม่ เป็นที่น่าสังเกตว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัย โดยที่ประชุมใหญ่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2508ความว่า "...ศาลฎีกาได้พิจารณาปัญหาดังกล่าวข้างต้นโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายจ้อม บิดาจำเลยมิใช่บุตรของนายทา และไม่มีสิทธิ์รับมรดก นายทา แต่ได้ไปไถ่นาพิพาทเอามาเป็นของตนและต่อมาก็ได้ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่านายจ้อมเป็นบุตรนายทาเป็น ผู้มีสิทธิรับมรดกนายทา เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อได้โอนชื่อนายจ้อมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นาพิพาทในโฉนด และนายจ้อม ได้ครอบครองนาพิพาทอย่างถือตนเป็นเจ้าของ โดยฝ่ายโจทก์ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกันก็รู้เห็น และมิได้โต้แย้งหรือขัดขวางประการใดตลอดมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่านายจ้อมได้ครอบครองนาพิพาท โดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เมื่อนายจ้อมครอบครองติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 30 ปี นายจ้อมก็ได้กรรมสิทธิ์ในนาพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เมื่อนายจ้อมตาย นาพิพาทก็ตกได้กับจำเลย โจทก์ไม่มีสทิธิใด ๆ ในที่พิพาทแล้ว..." จะเห็นได้ว่าพฤติการณ์ของนายจ้อม เป็นการกระทำที่ไม่ชอบนับตั้งแต่การไปไถ่ถอนนาพิพาท การไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจนมีการใส่ชื่อตนเป็นผู้รับมรดกที่นาพิพาทดังกล่าว จึงเป็นกรณีการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อเข้าครอบครองที่พิพาทของผู้อื่นมาตั้งแต่เริ่มแรก นายจ้อม ย่อมจะอ้างอำนาจการครอบครองปรปักษ์ใช้ยันเจ้าของที่ดินไม่ได้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2480,1040/2485,236/2506 ดังนำมาวิเคราะห์ข้างต้น แต่คดีนี้ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของนายจ้อมเป็นการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่นาพิพาท จึงทำให้ดูเหมือนว่าศาลฎีกากลับหลักที่ว่า การครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ต้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรืออย่างไร ผู้บันทึกเห็นว่าศาลฎีกาคงพิเคราะห์จุดที่โจทก์เจ้าของนาพิพาทรู้เห็นการกระทำของนายจ้อม แต่ไม่โต้แย้งหรือขัดขวางเท่ากับเป็นการสละการครอบครองที่นาพิพาทให้นายจ้อมไปแล้วตั้งแต่ในขณะที่ตนสามารถใช้สิทธิโต้แย้งขัดขวางแล้วไม่ใช้การที่นายจ้อมใช้สิทธิโดยไม่สุจริตมาตั้งแต่เบื้องแรกย่อมระงับสิ้นไปพฤติการณ์ของนายจ้อมครอบครองที่นาพิพาทหลังจากที่โจทก์เจ้าของนาพิพาท ไม่โต้แย้งหรือขัดขวางจึงเป็นการใช้สิทธิครอบครองโดยสุจริตเมื่อมีการครอบครองโดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปี นายจ้อม ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ผู้บันทึกจึงเห็นว่า ศาลฎีกามิได้กลับหลักเรื่องการใช้สิทธิโดยสุจริตแต่อย่างใด
ในปีต่อมาศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่เกี่ยวกับปัญหาการครอบครองปรปักษ์ ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2509 วินิจฉัยว่า "...ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าพฤติการณ์ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของกว่า 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 แม้โจทก์จะเป็นผู้รับพินัยกรรมองพระพิชัยเดชะเจ้าของที่พิพาทเดิมจำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์นั้นชอบแล้ว แม้นางย่อมมารดาโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ที่พิพาทเป็นของจำเลย โดยมิได้รับอนุญาตจากศาลในระหว่างที่ดจทก์เป็นผู้เยาว์ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(4) แต่ก็ไม่ได้ความว่านางย่อม กับจำเลยได้คบคิดกันกระทำการเพื่อให้โจทก์เสียหาย ความข้อนี้จึงไม่ขัดขวางมิให้จำเลยได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ดังวินิจฉัยมาแล้วแต่อย่างใด..." ข้อเท็จจริงเป็นกรณีจำเลยเป็นบุคคลภายนอกหรือบุคคลที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทจากบุคคลไม่มีอำนาจโอนให้แต่มิได้คบคิดกันทำให้โจทก์เสียหาย ย่อมเป็นการกระทำโดยสุจริต และเมื่อเข้าครอบครองที่ดินที่รับโอนมาจึงเป็นการใช้สิทธิต่อเนื่องกันโดยสุจริตย่อมอ้างอำนาจการครอบครองปรปักษ์ยันเจ้าของที่แท้จริงได้ แต่ถ้าบุคคลภายนอกมีการคบคิดกับผู้โอนหรือผู้ครอบครองแทนเจ้าของที่ดินที่แท้จริงจนทำให้เจ้าของที่แท้จริงเสียหายย่อมเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จะอ้างการครอบครองปรปักษ์ยันเจ้าของที่แท้จริงไม่ได้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า การครอบครองของบุคคลภายนอกหรือบุคคลที่ 3 ที่รับโอนมาโดยไม่สุจริตถือว่าเป็นการครอบครองแทนเจ้าของที่แท้จริงเท่านั้น เว้นแต่มีการแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองแทน มาเป็นครอบครองเพื่อตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1381 จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำมาวิเคราะห์จึงได้หลักว่าการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ หรือที่เข้าใจกันทั่วไป ว่าการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 เบื้องแรกสุดจะต้องเป็นการใช้สิทธิเข้าครอบครองโดยสุจริต โดนำหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 มาใช้บังคับ กล่าวคือในการใช้สิทธิแห่งตน ต้องกระทำโดยสุจริต actingoodfaitn
ปัญหาว่า ความสุจริตของผู้ครอบครองปรปักษ์จะต้องมีอยู่ตลอดไปจนครบระยะเวลา 10 ปี หรือไม่ ปัญหานี้ไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้โดยตรงผู้บันทึกเห็นว่า ความสุจริตจะต้องมีในเบื้องแรกสุดที่มีการใช้สิทธิครอบครองเท่านั้น เช่น ตอนแรกเข้าครอบครองที่ดินผู้อื่นโดยเข้าใจว่าเป็นของตนเอง แต่ต่อมาภายหลังทราบว่าเป็นที่ของคนอื่น แต่ก็ยังคงครอบครองด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หรือกรณีซื้อที่ดินจากผู้ไม่มีอำนาจจะขาย แต่รับซื้อไว้โดยสุจริตและเข้าครอบครองต่อมาภายหลังจึงทราบว่าที่ดินนั้นมิใช่ของผู้ที่ขายให้ แต่ก็ยังคงครอบครองต่อมาด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทั้งสองกรณี ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยปรปักษ์ตามมาตรา1382 การพิสูจน์ความสุจริตเป็นเรื่องยากเพราะเป็นเรื่องภายในจิตใจต้องอาศัยพฤติกรรมที่แสดงออกประกอบกับพฤติเหตุแวดล้อมแห่งกรณีเป็นเครื่องพิสูจน์แต่ละกรณี ๆ ไป
ปัญหาที่น่าพิจารณาประการสุดท้ายคือ การครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ การครอบครองอย่างไรจึงจะถือว่าครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ เจตนาเป็นเจ้าของเป็นเรื่องภายในจิตใจจะต้องอาศัยการแสดงออกและพฤติเหตุแวดล้อมประกอบ เพื่อพิเคราะห์ว่า มีเจตนาครอบครองเป็นเจ้าของหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องแต่ละรายไป คงจะวางหลักเกณฑ์ตายตัวไม่ได้ ขอให้ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า พฤติการณ์อย่างไรเป็นการครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1804/2500 วินิจฉัยว่า"...ที่ดินรายพิพาทแปลงนี้เป็นที่ไร่มีโฉนดสำหรับที่เป็นหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ของบุคคลอยู่แล้วไม่ใช่ที่ป่าและไม่ใช่ที่ดินที่เพียงแต่ได้รับใบเหยียบย่ำ จำเลยจะกล่าวอ้างถึงต้องทำการเพาะปลูกทำให้เกิดประโยชน์แก่ที่ดินขึ้นหรือไม่ เอามาปะปนกับการครอบครองเช่นนั้นไม่ได้สมมุติว่า นายอ่อง นางล้วน เจ้าของที่ดินเดิมปล่อยที่ดินของเขาให้รกรุงรังอยู่ เพียงแต่เข้าไปตัดไม้มาทำฟืน เก็บผลพุดทราขายและให้คนอื่นเช่า เก็บผลไปทำพุดทราแผ่นขาย อันเป็นข้อเท็จจริงดังเช่นทีจำเลยอ้างมานี้ จำเลยยังจะยืนยันว่านายอ่องนางล้วยไม่ได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ได้ละหรือกรณีเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะนายอ่องนางล้วน ขายที่ไร่แปลงนี้ให้แก่โจทก์แล้ว มอบโฉนดและสละการครอบครองที่รายพิพาทให้แก่โจทก์และอพยพไปอยู่จังหวัดอื่น ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรในที่ดินแปลงพิพาทนี้เลยตั้ง 40 ปี จนกระทั่งตายไปแล้วทั้งสองคนตัวจำเลยเองก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงนี้ โจทก์เป็นผู้ได้รับการครอบครองมาจากนายอ่อง นางล้วนเจ้าของเดิม และได้ใช้สิทธิต่อมา โดยเข้าตัดไม้มาทำฟืนเก็บผลพุดทราขายและให้คนเช่า จึงเป็นการครอบครองที่ดินเช่นเดียวกันกับเจ้าของเดิมดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้นเอง..."
จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำมาวิเคราะห์นี้จึงได้แนวว่าเจ้าขจองที่ดินเดิมมีการใช้และทำประโยชน์กับที่ดินอย่างไร ผู้ถือครองก็ต้องมีการใช้และทำประโยชน์กับที่ดินดุจเดียวกัน จึงจะถือได้ว่า เป็นการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของขอให้ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2508 วินิจฉัยว่า "...แต่สำหรับที่งอดหน้าที่ดินโฉนดที่ 6639 ซึ่งตามกฎหมายย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้นด้วยนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ย้ายเรือนเข้าไปปลูกอยู่ก่อนหน้านางสาวจิ๋วตายประมาณ 10 ปี แล้วรูปคดีน่าเชื่อว่านางสาวจิ๋ว ยกให้ก็ได้ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ได้แสดงโดยเปิดเผยว่ายึดถือครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของเช่น นำรังวัดแจ้งการครอบครองและขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่งอดนี้ซึ่งพวกโจทก์ก็รู้เห็น แต่มิได้คัดค้านหรือโต้แย้งประการใดศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองที่งอกเป็นส่วนสัดต่างหากจากที่ดินโฉนดที่ 6639 โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่งอกย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382..."ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่นำมาวิเคราะห์นี้ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้มีการนำรังวัด แจ้งการครอบครอง และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าของที่ดินทั่วไปจำเลยกระทำดังกล่าวจึงเท่ากับกระทำอย่างเจ้าของที่ดินนั้นเองและขอให้ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2509 วินิจฉัยว่า "...ตามคำนางสุดใจ วัชรทร พยานโจทก์ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับที่พิพาทเพียงแต่โผล่หน้าต่างก็มองเห็นเบิกความว่าเคยเห็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 เข้าไปเก็บผลไม้ในที่พิพาทกินเสมอ ๆ และในสมัยที่นางสำลี ดูแลที่ดินพิพาทแทนโจทก์นั้น เคยเห็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 เข้าไปปลูกผักในที่พิพาทเจือสมพยานจำเลยในข้อที่จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทมานานเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทอย่างเจ้าของมาเกิน 10 ปี แล้วย่อมได้กรรมสิทธิ์..."
จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำมาวิเคราะห์ทั้ง 3 เรื่อง พอจะวางแนวกว้าง ๆ ได้ว่า กรณีที่ผู้ครอบครองได้กระทำหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินดุจเดียวกับเจ้าของที่ดินหรือตามที่วิญญูชนพึงคาดหมายได้ว่า เจ้าของที่ดินจะพึงกระทำหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินตามสภาพแห่งที่ดินนั้น ๆ หรือกรณีกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานแสดงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตนครอบครอง อันเป็นพฤติการณ์ที่เจ้าของที่ดินพึงกระทำโดยทั่วไปเป็นต้น
ในทางตรงข้ามพฤติการณ์เช่นไรที่ไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1298-1299/2531วินิจฉัยว่า "...จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 หาได้นำสืบว่า จำเลยที่ 3ที่ 4 ที่ 5 ได้ครอบครองที่พิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของแต่อย่างใดไม่โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 เคยให้ถ้อยคำต่อนายสมพรชาเรณเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอผักไห่ตามเอกสารหมาย จ.17 ว่าจำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินของรัฐ ถ้าการรังวัดผลปรากฏว่าอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองก็ยินยอมรื้อบ้านเรือนออกไป จำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ แสดงว่าจำเลยดังกล่าวมิได้มีเจตนาครอบครองที่พิพาทเพื่อยึดถือเป็นของตน ไม่ได้ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่แรก เพราะเข้าใจว่าเป็นที่ดินของรัฐหรือที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพียงต้องการอยู่อาศัยโดยไม่ต้องเสียค่าเช่าเท่านั้น จึงไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382..." ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่นำมาวิเคราะห์ปรากฏชัดตามบันทึกว่า จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาจะครอบครองที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด โดยจำเลยทั้งสองเข้าใจว่าที่ดินที่ตนครอบครองนั้นเป็นของรัฐ จึงเท่ากับจำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ
สำหรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่บันทึกหมายเหตุนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1298-1299/2531เพียงแต่ข้อเท็จจริงไม่ชัดเหมือนคดีดังกล่าวที่มีการทำบันทึกถ้อยคำไว้ แต่จำเลยทั้งหกนำสืบรับว่าที่ดินที่เข้าครอบครองพวกตนเข้าใจว่าเป็นของทหาร หากทหารจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็จะคืน พฤติการณ์จึงมิใช่เป็นการครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการครอบครองชั่วคราวแม้จะครอบครองที่พิพาทติดต่อกันมาเกินกว่า10 ปีก็หาได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ไม่ความจริงแล้วถ้าพิเคราะห์แต่เพียงพฤติการณ์ภายนอกที่จำเลยทั้งหกแสดงออกย่อมเป็นการครอบครองปรปักษ์ แต่จำเลยทั้งหกกลับเผยไต๋ให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของตนว่ามิได้มีเจตนาจะครอบครองเพื่อตน
ผู้บันทึกเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่บันทึกหมายเหตุนี้ แต่ยังมีข้อสงสัยว่าการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 1382 จะต้องนำหลักที่ว่าทุกครต้องใช้สิทธิโดยสุจริตมาใช้ ดังนั้น กรณีบุกรุกที่ดินคนอื่นแล้วครอบครองด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ก็คงไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ แต่มีตำรากฎหมายบางเล่มอธิบายว่า การบุกรุกเข้าไปครอบครองที่ดินของผู้อื่นย่อมได้กรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 1383 ผู้บันทึกเห็นว่าจะนำ มาตรา 1383 มาปรับใช้ไม่น่าจะตรงนักเพราะ มาตรา 1383 เป็นเรื่องของการได้มา ตัวบทฉบับภาษาอังกฤษใช้คำว่า "acquire" เห็นว่าน่าจะใช้กับสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ส่วนมาตรา 1382 เป็นเรื่องของการครอบครอง ตัวบทฉบับภาษาอังกฤษใช้คำว่า "possession" ผู้บันทึกจึงเห็นว่าเป็นคนละเรื่องกัน.
ทนายภูวรินทร์ 081-9250-144
ผู้ดูแล
xohepeh xohepeh
5 พ.ค. 2569 15:41 #3
This is such a great post, and was thinking much the same myself. Another great update. anuncios de sexo
xohepeh xohepeh
ผู้เยี่ยมชม
pafon asdf
5 พ.ค. 2569 18:52 #4
i was home schooled when i was still very young and i have to stay that it is also a great way to educate your kids,, david hoffmeister
pafon asdf
ผู้เยี่ยมชม
W
5 พ.ค. 2569 22:41 #5
An excellent presentation. Clear. Practical. Insightful. Shows a depth of experience. Thank you. I learned a great deal.. situs gacor
W
ผู้เยี่ยมชม
Salik Ansari
7 พ.ค. 2569 14:27 #7
I really prize your piece of work, Great post. slot deposit dana
Salik Ansari
ผู้เยี่ยมชม
Asim Khatri
7 พ.ค. 2569 17:00 #8
گمرک بوشهر یکی از مهم‌ترین گمرکات دریایی ایران محسوب می‌شود که در بندر بوشهر قرار دارد و نقش بسیار مهمی در واردات کالا از مسیر دریا ایفا می‌کند. نزدیکی این بندر به کشورهای حوزه خلیج فارس، به‌ویژه امارات و قطر، و همچنین دسترسی مناسب به مسیرهای دریایی هند، پاکستان و شرق آسیا باعث شده این گمرک به یکی از نقاط کلیدی ورود کالا به کشور تبدیل شود. یکی از ویژگی‌های مهم این گمرک، فعالیت تقریباً ۲۴ ساعته در تخلیه و بارگیری کانتینرها است. همین موضوع کمک می‌کند بسیاری از فرآیندهای بندری سریع‌تر انجام شود و در نتیجه زمان ترخیص کالا کاهش پیدا کند. از طرف دیگر، بندر بوشهر زیرساخت‌های مناسبی برای فعالیت‌های تجاری دارد؛ از جمله: اسکله‌های تجاری برای پهلوگیری کشتی‌ها محوطه‌های نگهداری کانتینر و خرده‌بار انبارهای عمومی با ظرفیت بالا تجهیزات نسبتاً مدرن تخلیه و بارگیری مجموع این امکانات باعث شده بسیاری از واردکنندگان ایرانی، گمرک بوشهر را به‌عنوان یکی از مسیرهای اصلی واردات کالا انتخاب کنند ترخیص فول کانتینر از بوشهر
Asim Khatri
ผู้เยี่ยมชม
Asim Khatri
9 พ.ค. 2569 14:24 #11
I do not know if it’s just me or if everyone else encountering issues with your site. It appears as if some of the written text within your content are running off the screen. Can somebody else please comment and let me know if this is happening to them as well? This might be a problem with my browser because I’ve had this happen before. Cheers pack man vape
Asim Khatri
ผู้เยี่ยมชม
SADIQ HUSSAIN
10 พ.ค. 2569 18:52 #13
Hi, i think that i saw you visited my weblog so i came to “return the favor”.I am trying to find things to improve my site!I suppose its ok to use a few of your ideas!! bandar slot
SADIQ HUSSAIN
ผู้เยี่ยมชม
SADIQ HUSSAIN
12 พ.ค. 2569 17:19 #15
After study a handful of the blog posts in your site now, we truly appreciate your method of blogging. I bookmarked it to my bookmark website list and will also be checking back soon. Pls take a look at my site also and tell me how you feel. vidaus apdaila vilnius
SADIQ HUSSAIN
ผู้เยี่ยมชม
Charlotte Hall
13 พ.ค. 2569 22:22 #17
Thanks for your contribution! It’s discussions like these that encourage critical thinking and help us grow as a community. Looking forward to more of your posts. janji33 situs
Charlotte Hall
ผู้เยี่ยมชม
S DXFQWDS ARFVSDTGV
16 พ.ค. 2569 20:49 #18
Good article , I am going to spend more time learning about this topic
S DXFQWDS ARFVSDTGV
ผู้เยี่ยมชม
Azhar Khatri
16 พ.ค. 2569 21:27 #19
Hello! I just wish to supply a enormous thumbs up with the great information you may have here for this post. I am returning to your blog for more soon. tải rikvip
Azhar Khatri
ผู้เยี่ยมชม